เทคนิคการก่อสร้าง

กรณีศึกษาเขื่อนคลองท่าด่าน
เทคนิคการก่อสร้าง / การจำลองสถานการณ์งานก่อสร้าง

ผศ.ดร.จิรวัฒน์ ดำริห์อนันต์


การจำลองสถานการณ์งานก่อสร้าง: กรณีศึกษาเขื่อนคลองท่าด่าน
CONSTRUCTION PROCESS SIMULATION: A CASE STUDY ON THADAN DAM

บทคัดย่อ:  การศึกษานี้ได้แสดงวิธีการจำลองสถานการณ์เพื่อวิเคราะห์และปรับปรุงกระบวน การก่อสร้าง โดยใช้งานขนส่งและบดอัดคอนกรีตบดอัดแน่นของเขื่อนคลองท่าด่าน อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เป็นกรณีศึกษา คณะผู้วิจัยทำการสำรวจและบันทึกข้อมูลในภาคสนาม เฉลี่ย 74 ตัวอย่างต่อหนึ่งกิจกรรมย่อยของงานก่อสร้างการศึกษาในครั้งนี้แสดงให้เห็น ว่าการจำลองสถานการณ์สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และปรับ ปรุงกระบวนการก่อสร้างได้ โดยผลจากการจำลองสถานการณ์สำหรับกรณีศึกษานี้ได้บ่งชี้ว่าอาจสามารถลดจำนวน รถบรรทุกที่ใช้ลงจากที่ใช้อยู่เดิมจำนวน 15 คัน เหลือประมาณ 8 คันได้ และจะได้อัตราการเทคอนกรีตประมาณ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง

1  บทนำ

วิธีการสร้างแบบจำลองและ จำลองสถานการณ์ (Modeling and Simulation Methodology) ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาในระบบงานแขนงต่างๆ มาเป็นเวลานาน ระบบงานก่อสร้างนับเป็นระบบหนึ่งที่มีการวิจัยและพัฒนาวิธีการจำลอง สถานการณ์เช่นกัน [1]–[2] แม้กระนั้นวิธีการสร้างแบบจำลองและการจำลองสถานการณ์ก่อสร้างก็ยังไม่แพร่ หลายในประเทศไทย สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากการขาดความเข้าใจ และขาดแนวทางการประยุกต์ใช้วิธี การดังกล่าว

บทความนี้เสนอแนวทางการ ประยุกต์ใช้วิธีการจำลองสถานการณ์งานก่อสร้าง โดยแสดงตัวอย่างขั้นตอนการประยุกต์ใช้วิธีการดังกล่าวในกระบวนการก่อสร้าง จริง รวมทั้งได้แสดงตัวอย่างการประยุกต์ใช้ซอร์ฟแวร์ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูล ที่รวบรวมได้จากหน้างาน และในการสร้างแบบจำลองเพื่อจำลองสถานการณ์งานก่อสร้าง โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้งานขนส่งและบดอัดคอนกรีตบดอัดแน่น (Roller-Compacted Concrete (RCC)) ของโครงการเขื่อนคลองท่าด่าน อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เป็นกรณีศึกษา

2   งานขนส่งและบดอัด RCC โครงการเขื่อนคลองท่าด่าน

โครงการเขื่อนคลองท่าด่านเป็นการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตบดอัดแน่นขนาดใหญ่
มีความสูง 93 ม. ความยาวสันเขื่อน 2,720 ม. และความจุอ่างเก็บน้ำ 224 ล้าน ลบ.ม. (ดูรูปที่ 1)

รูปที่ 1 เขื่อนคลองท่าด่านขณะกำลังก่อสร้าง
กระบวน การทำงานเกือบทุกส่วนของโครงการเกี่ยวข้องกับการขนส่งและลำเลียงวัสดุ ระบบการขนส่งโดยสังเขปของโครงการฯ สามารถแสดงได้ดังรูปที่ 2

รูปที่ 2 งานระบบการขนส่งโดยสังเขปของงานก่อสร้างเขื่อนคลองท่าด่าน

กล่าว ได้ว่าความสำเร็จในการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตบดอัดนี้ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของระบบการผลิตและขนส่งภายในโครงการ หากสามารถวางแผนการผลิตตลอดจนการขนส่ง และการปฏิบัติงานในภาคสนามใหมีความสอดคล้องกันได้ดีย่อมจะส่งผลดีเป็นอย่าง มากต่อระบบการผลิตในภาพรวม

3. การเก็บข้อมูลภาคสนาม

ในการศึกษาครั้งนี้ได้ทำการรวบรวมและบันทึกข้อมูลของเวลาการทำงานจริงในภาคสนามจำนวน

6 กิจกรรมย่อย และได้จำนวนข้อมูลเฉลี่ย 74 ข้อมูลต่อหนึ่งกิจกรรมย่อย

4.  การวิเคราะห์รูปแบบและพารามิเตอร์การกระจายตัวของเวลาในการทำกิจกรรมย่อย
ใน ขั้นตอนนี้เป็นการนำข้อมูลเวลาในการทำกิจกรรมมาวิเคราะห์หารูปแบบและ พารามิเตอร์ของการกระจายตัว เพื่อใช้ในการสร้างแบบจำลอง การศึกษาครั้งนี้ใช้ซอร์ฟแวร์ ExpertFit [3] เพื่อทำการวิเคราะห์หารูปแบบการแจงแจงของข้อมูลการทำงานที่เหมาะสมกับกลุ่ม ข้อมูลที่รวบรวมมาได้ ในตารางที่ 1 แสดงผลบางส่วนจากการวิเคราะห์หารูปแบบการแจงแจงที่เข้ารูปสนิท (Goodness of Fit Test) ในรูปที่ 3 แสดงการรายงานผลหน้าจอของ ExpertFit ในการวิเคราะห์ภาวะเข้ารูปสนิทของกิจกรรมการถ่าย RCC จาก Hopper สู่รถบรรทุก
ตารางที่ 1 ผลบางส่วนจากการวิเคราะห์ด้วย ExpertFit
กิจกรรม
จำนวนข้อมูล
รูปแบบการแจกแจง
พารามิเตอร์ของการแจกแจง
Location
Scale
Shape
A
131
Weibull
0
60.186
2.569
B
66
Log-Laplace
0
72.498
4.957
C
118
Laplace
160
15.711
D
42
Log-Logistic
0
62.482
5.984
E
112
Gamma (E)
99.745
86.302
1.244
F
144
Log-Logistic
0
70.740
6.096
หมายเหตุ
กิจกรรม A หมายถึง เวลาในการถ่าย RCC จาก Hopper สู่รถบรรทุก
กิจกรรม B และ C หมายถึง เวลาที่รถบรรทุกเดินทางจาก Hopper ไปทำงานที่เขื่อน B และ S ตามลำดับ
กิจกรรม D และ E หมายถึง เวลาที่รถบรรทุกเดินทางจากเขื่อน B และ Sไป Hopper ตามลำดับกิจกรรม F หมายถึง เวลาที่รถบรรทุกเท RCC ลงจากรถ



รูปที่ 3 ตัวอย่างหน้าจอของผลการวิเคราะห์ภาวะเข้ารูปสนิทด้วย ExpertFit
ของกิจกรรมการถ่าย RCC จาก Hopper สู่รถบรรทุก
5.  การสร้างแบบจำลอง
ข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมมาจากข้อ 3 – 4 ถูกนำไปเป็นข้อมูลในการสร้างแบบจำลองของกระบวนการ วิธีการสร้างแบบจำลองที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ Petri Nets [4]  การจำลองสถานการณ์ในการศึกษานี้ให้ความสนใจกับการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ แล้วให้เกิดการทำงานที่เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยไม่ให้เกิดค่าใช้จ่ายทางตรงที่เพิ่มขึ้นมาจากการปรับปรุงวิธีการทำงาน

เป้าหมายของการปรับปรุงคือ การให้คนงานและเครื่องจักรสามารถทำงานโดยไม่ต้องเสียเวลารอคอยจนเกินความจำ เป็น ในการสร้างแบบจำลองได้นำเงื่อนไขและข้อจำกัดที่รวบรวมจากการเก็บข้อมูลในภาค สนามมากำหนดตรรกะให้กับแบบจำลองเพื่อให้สามารถจำลองสถานการณ์ได้ใกล้เคียง กับระบบจริงมากที่สุด ในรูปที่ 4 แสดงแบบจำลอง
Petri Nets ของกระบวนการขนส่ง RCC จาก Hopper ไปยังเขื่อน B


รูปที่ 4 แบบจำลอง Petri Nets ของการขนส่ง RCC จาก Hopper ไปเขื่อน B

6.  การจำลองสถานการณ์งานก่อสร้าง

หลังจากทำการทดสอบตรรกะในการสร้างแบบจำลองจนถูกต้องแล้ว คณะผู้วิจัยได้ทดลองใช้งานแบบจำลองเพื่อจำลองสถานการณ์ที่หน้างานก่อสร้าง ต้องการเทและบดอัด

RCC ในเขื่อน B ณ บริเวณที่เขื่อนมีความกว้าง 12 เมตร และยาว 800 เมตร โดยมีเงื่อนไขว่า รถบรรทุกที่ใช้อยู่ทั้งหมดประมาณ 15 คันสามารถเข้าเท RCC พร้อมกันได้ไม่เกินครั้งละ 2 คัน และรถบรรทุกแต่ละคันบรรทุก RCC ด้วยปริมาณคงที่เที่ยวละ 10 ลูกบาศก์เมตร คณะผู้วิจัยเลือกใช้ Visual SimNet [5] ในการจำลองกระบวนการก่อสร้างในที่นี้ เพื่อแสดงตัวอย่างการวิเคราะห์หาจำนวน รถบรรทุกที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในกระบวนการ โดยทดลองกำหนดจำนวนรถบรรทุกที่ใช้ในการทำงาน 6 กรณี ตั้งแต่ 5 – 10 คัน ผลที่สำคัญที่ได้จากการจำลองสถานการณ์ได้แสดงไว้ในตารางที่ 2 และในรูปที่ 5 แสดงอัตราผลผลิต RCC เทียบกับจำนวนรถบรรทุก

ตารางที่ 2 ผลบางประการที่ได้จากการทำเลียนแบบ
จำนวนรถ
อัตราการเท RCC
(ลบม./ชม.)
เวลาที่รถบรรทุกขาดช่วง (นาที)
เวลารอคอย (วินาที)
แถวคอยรถบรรทุก
แถวคอยเท RCC
5
570.51
241.67
28.06
1.96
6
643.55
159.47
46.92
3.49
7
679.67
80.20
78.47
5.18
8
696.80
29.50
121.60
6.67
9
699.07
4.73
172.33
6.35
10
696.80
1.13
224.37
7.20
รูปที่ 5 อัตราผลผลิต RCC เทียบกับจำนวนรถบรรทุก
ผลที่ได้จากการจำลองสถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า จำนวนรถบรรทุกที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในกระบวนการนี้คือ 8 คัน การใช้จำนวนรถบรรทุกที่น้อยกว่าจำนวนนี้จะส่งผลให้ลดประสิทธิภาพของกระบวน การลำเลียง RCC จาก Hopper ไปยังหน้างาน ในขณะที่การใช้จำนวนรถที่มากขึ้นก็จะไม่ทำให้อัตราผลผลิตการทำงานมากขึ้นแต่ กลับทำให้แถวคอยของรถบรรทุกพร้อมใช้งานและแถวคอยของรถบรรทุกที่พร้อมสำหรับ การเท RCC ยาวขึ้น เป็นเหตุให้รถบรรทุกแต่ละคันเสียเวลาในแถวคอยนานขึ้นโดยไม่สร้างผลผลิตใดๆ

7.  สรุปผลการศึกษา
การ จำลองสถานการณ์สามารถใช้เป็นวิธีการหนึ่งในการวิเคราะห์และปรับปรุงกระบวน การก่อสร้างได้เป็นอย่างดี โดยในเบื้องต้นสามารถวิเคราะห์หาเวลารอคอยของทรัพยากร และทำนายอัตราผลผลิต อันนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการก่อสร้างเพื่อทำให้การใช้ทรัพยาการเป็นไป อย่างเหมาะสมได้ในที่สุด

เอกสารอ้างอิง
[1] Jirawat Damrianant (2003). COSMOS: A Discrete-Event Modeling Methodology for Construction Processes. International Journal of Internet and Enterprise Management (IJIEM) special issue on “Product and Process Modeling in Building and Related Industries, vol.1, no.2, 128-152.
[2] Shihyi Wang and Daniel W. Halpin (2004). Simulation Experiment for Improving Construction Processes. Proceeding of the 2004 Winter Simulation Conference, 1252-1259.
[3] Averill M. Law and Stephen Vincent (1999). ExpertFit User’s Guile. Averrill M. Law & Assosiates.
[4] Carl A. Petri (1962). Kommunication mit Automaten. Ph.D. Thesis, University of Bonn, Bonn, West Germany.
[5] Wolf Garbe (1996). Visual SimNet User’s Manual. Unpublished.
ขอบคุณที่มา  http://www.thaicontractors.com/

พฤษภาคม 15, 2009 at 10:37 am ใส่ความเห็น

คติความเชื่อการปลูกสร้าง

ความเชื่อโบราณเกี่ยวกับการปลูกบ้านตามเดือน
คติความเชื่อการปลูกสร้าง / ปลูกบ้านตามเดือน
ความเชื่อแต่ครั้งโบราณมีมากมายเกี่ยวกับการสร้างบ้าน จึงทำให้ต้องดูฤกษ์ ยาม ประกอบเพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัย ท่านสามารถเช็คเดือนที่เหมาะกับการปลูกสร้างได้เลยค่ะ

เดือนอ้าย (ธ.ค)
เดือนยี่ (ม.ค)
เดือนสาม (ก.พ)
เดือนสี่ (มี.ค)
เดือนห้า (เม.ย)
เดือนหก (พ.ค)
เดือนเจ็ด (มิ.ย)
เดือนแปด (ก.ค)
เดือนเก้า (ส.ค)
เดือนสิบ (ก.ย)
เดือนสิบเอ็ด (ต.ค)
เดือนสิบสอง (พ.ย)

ได้เมื่อสมุทรโฆษถูกวิทยาธรฉกพระขรรค์ ทำการไม่ดี
ได้เมื่อพระรามเกิดทำการดี
ได้เมื่อพระรามกลืนยาพิษ ทำการไม่ดีแล
ได้เมื่อพระสมุทรโฆษได้นางพินทุมดี ทำการดี
ถึงกาลโจรฆ่าพราหณ์ ไม่ดีแน่
ตกพระเจ้าเสด็จอุบัติเหตุ ทำการดีทุกวัน
พระนาราย์ปราบยักษ์ อย่าทำจะดีกว่า
ราพณาสูรต้องโมกขศักดิ์พระราม ไม่ดี
ตกพระจันทร์กุมารเกิด ทำการทุกอย่างดีนักแล
ตกได้เมื่ออภิเษกพระอินทร์ พักไว้ก่อนอย่าทำ
ได้เมื่อพระรามข้ามทะเล ไม่ดีอย่าทำ
ได้เมื่อพระยาจักรพรรดิเกิด ทำการดีนักแล

พฤษภาคม 18, 2009 at 6:07 am ใส่ความเห็น

การขออนุญาตปลูกสร้าง

การขอใบรับรองการก่อสร้าง
การขออนุญาตปลูกสร้าง / ขอใบรับรองการก่อสร้าง
การขอใบรับรองการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายอาคาร
หลัง จากก่อสร้าง ดัดแปลงอาคารแล้วเสร็จ ควรตรวจสอบว่า อาคารที่ก่อสร้างเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้หรือไม่ ถ้าไม่เป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ เจ้าของอาคารสามารถใช้อาคารตามที่ได้รับอนุญาตได้ทันทีเมื่อก่อสร้างหรือดัด แปลงอาคารแล้วเสร็จ
อาคารประเภทควบคุมการใช้ คือ อาคารดังต่อไปนี้
1. อาคารสำหรับใช้เป็นคลังสินค้า โรงแรม อาคารชุด หรือสถานพยาบาล
2. อาคารสำหรับใช้เพื่อ
2.1 กิจการพาณิชยกรรมที่มีพื้นที่ตั้งแต่แปดสิบตารางเมตรขึ้นไป
2.2 กิจการอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรในการผลิตมีกำลังรวมกันหรือเทียบเท่าตั้งแต่ห้าแรงม้าขึ้นไป
2.3 กิจการศึกษาที่มีพื้นที่ตั้งแต่แปดสิบตารางเมตรขึ้นไป
2.4 อาคารที่ใช้เป็นที่ชุมนุมหรือประชุมที่มีพื้นที่ตั้งแต่สามร้อยตารางเมตรขึ้นไป
2.5 สำนักงานหรือที่ทำการที่มีพื้นที่ตั้งแต่สามร้อยตามตารางเมตรขึ้นไป
การขอใบรับรองการใช้อาคารควบคุมการใช้ กรณีเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้
เอกสารประกอบด้วย
(1) แบบหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจสอบการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคาร (แบบ กทม.4)
(2) สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งแสดงวัตถุประสงค์และผู้มีอำนาจรับรองสำเนาถูกต้องทุกหน้าที่หน่วยงาน ซึ่งมีอำนาจรับรองไม่เกิน 6 เดือน จำนวน 1 ชุด
(3) สำเนาบัตรประจำตัวและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ยื่นคำร้อง, ผู้รับมอบอำนาจ, ผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคล พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้องทุกหน้า จำนวน 1 ชุด
(4) สำเนาใบอนุญาตก่อสร้าง/ดัดแปลงอาคาร พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้องทุกหน้า จำนวน 1 ชุด
หมายเหตุ 1. แบบฟอร์มต่างๆ ถ้ามีมากกว่า 1 หน้าให้พิมพ์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของกระดาษ
2. แบบ ข1, แบบ ข5, แบบ ข8, แบบคำร้อง,ใบรับรองวิศวกร, ใช้กระดาษ Legal 81/2 x 14 in.
ขอบคุณที่มา http://www.thaicontractors.com/

พฤษภาคม 18, 2009 at 6:02 am ใส่ความเห็น

การขออนุญาตจัดสรรที่ดิน

การขออนุญาตจัดสรรที่ดิน / การจัดสรรที่ดิน

อ.ชูศักดิ์ ศรีอนุชิต
นักวิชาการที่ดิน 8ว กรมที่ดิน
http://www.dol.go.th

สาธารณูปโภคในโครงการจัดสรรที่ดิน

สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งสำหรับการจัดสรรที่ดิน และอาจถือได้ว่าเรื่องนี้เป็นหัวใจของการจัดสรรที่ดินเลยก็ว่าได้ นั่นคือเรื่อง สาธารณูปโภคในโครงการจัดสรร คำว่า “สาธารณูปโภค” นั้น สำหรับกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเก่า คือ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 (พ.ศ. 2515) หรือจะเป็นกฏหมายใหม่ คือ พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินพ.ศ. 2543 ต่างก้ไม่ได้ให้คำนิยามของคำว่า “สาธารณูปโภค” ไว้อย่างชัดเจนว่าหมายความว่าอย่างไร มีเพียงแต่มาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เท่านั้นที่ยกตัวอย่างของสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรรที่ดินไว้ว่า เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น แต่โดยทั่วๆ ไปที่ถือปฏิบัติกันมา โครงการจัดสรรที่ดินทุกโครงการก็จะต้องจัดไว้ให้มีสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานใน การดำรงชีวิตของมนุษย์ครบถ้วนอยู่แล้วคือ ไฟฟ้า ประปา ถนน ท่อระบายน้ำ เพราะถ้าไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ก็คงจะไม่มีใครเข้าไปอยู่อาสัยในโครงการนั้นได้ ดังนั้นเราอาจจะถือได้ว่าสิ่งต่างๆ ที่กล่างมาทั้งหมดนั้นถือว่าเป็นสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรรที่ดิน


เมื่อผุ้จัดสรรที่ดินได้รับอนุญาติจากคณะกรรมการให้ทำการจัดสรรที่ดิน ตามแผนผังโครงการที่ขอมา พร้อมทั้งได้จัดให้มีสาธารณูปโภคต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว สาธารณูปโภคในโครงการจัดสรรที่ดินต้องตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้ คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป จะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไป หรือเสื่อมความสะดวกมิได้ (ตามนัยมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ) ซึ่งหมายความว่า เมื่อผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีสาธารณูปโภคในโครงการแล้วสาธารณูปโภคนั้นจะ ต้องตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินจัดสรรทุกแปลง ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทั้งหมดในโครงการมีสิทธิใช้ประโยชน์ในสาธารณูปโภคเหล่า นั้นทุกคน ถือว่าเป็นของส่วนกลางที่ทุกคนมีสิทธิใช้ ถึงแม้จะเป็นกรรมสิทธิของผู้จัดสรรที่ดินก็ตาม และผู้จัดสรรที่ดินยังมีหน้าที่ดูแลซ่อมแซม บำรุงรักษาสาธารณูปโภคต่างๆ นั้นให้อยู่ในสภาพที่ดี สามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ เช่น ถนนจะต้องไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ ท่อระบายน้ำต้องไม่ตัน มีการระบายน้ำได้เป็นปกติ สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ต้องมีสภาพที่เหมาะสมแก่การใช้ ไม่ปล่อยให้เป็นที่รกร้าง หรือว่างเปล่า หากผู้จัดสรรไม่สามารถใช้ประโยชน์ในสาธารณูปโภคได้ หรือใช้ได้แต่ไม่สะดวก คณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการ หรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมาย มีอำนาจสั่งให้ผู้จัดสรรที่ดินระงับการกระทำนั้น และบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ให้คงสภาพดั่งเช่นที่ได้จัดทำขึ้น หรือดำเนินการตามแผนผัง โครงการ หรือวิธีการจัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาติจากคระกรรมการภายในระยะเวลาที่ กำหนด (ตามนัยมาตรา52) ซึ่งถ้าครบกำหนดระยะเวลาแล้วผู้จัสรรที่ดินยังมิได้ซ่อมแซม หรือดำเนินการให้สาธารณูปโภคกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก จะถือว่าผู้จัดสรรที่ดินฝ่าฝืนคำสั่งของคณะกรรมการ คณะกรรมการจึงมีอำนาจร้องทุกร์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้จัดสรรที่ดิน โดยบทลงโทษสำหรับความผิดนี้คือ นอกจากต้องปฏิบัติตามคำสั่งแล้ว ยังต้องรับโทษปรับวันละหนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน (ตามนัยมาตรา 65)


จาการที่กฎหมายได้มีบทบัญญัติดังกล่าวออกมาบังคับใช้ คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร (โดยคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรกรุงเทพมหานคร) จึงได้นำมาใช้ดำเนินการกับเรื่องร้องเรียนที่เกิดขึ้น ซึ่งผู้จัดสรรที่ดิดส่วนใหญ่ก็ยินยอมปฏิบัติตามคำสั่งของคณะอนุกรรมการฯ โดยการซ่อมแซมดูแลสาธารณูปโภคให้อยู่ในสภาพดี สามารถใช้งานได้ ทำให้ปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในสาธารณูปโภคของผู้ซื้อที่ดิน จัดสรรน้อยลง ซึ่งก่อให้เกิดผลดีแกทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน วันนี้คงจะพอแค่นี้ก่อนนะครับ สวัสดีครับ
ขอบคุณที่มา http://www.thaicontractors.com/

<!–
var addthis_pub=”chatchai”;
// –>

พฤษภาคม 15, 2009 at 10:40 am ใส่ความเห็น

การก่อสร้างบ้านทรงไทย

ใครอยากปลูกเรือนไทยฟังทางนี้
การก่อสร้างบ้านทรงไทย / เกริ่นนำ

ใครอยากปลูกเรือนไทยฟังทางนี้

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมากระแสการปลูก “เรือนไทย” เป็นที่นิยมในหมู่ของคนไทย และชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยในเมืองไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะวิธีรื้อเรือนไทยเดิมมาปลูกใหม่ หรือวิธีปรุงเรือนไทยเดิมขึ้นมาใหม่หมดทั้งหลังตามแบบโบราณ รวมถึงการออกแบบเรือนไทยประยุกต์ที่ใช้โครงสร้างและวัสดุสมัยใหม่มาดีไซน์ใน แนวความคิดของเรือนไทย แม้ปัจจุบันสถาปนิกทั่วไปจะสามารถออกแบบเรือนไทยได้ เนื่องจากหลายสถาบันได้บรรจุหลักสูตรวิชาสถาปัตยกรรมไทยในวิชาเรียนด้วย บางแห่งก็ผลิตสถาปนิกสาขาสถาปัตยกรรมไทยโดยตรง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่การจะหาช่างหรือสถาปนิกปรุงเรือนไทยแบบเดิมที่มีฝีมือจริงๆค่อนข้างยาก (เดิมช่างปรุงเรือนไทยมักเป็นสถาปนิกไปในตัว)เนื่องจากเป็นงานที่ต้องใช้ ฝีมือของช่างปรุงเรือนไทยโดยเฉพาะ และเป็นศิลปะที่ต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษ คนส่วนใหญ่จึงมักไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไรเมื่ออยากได้เรือนไทยเดิมสักหลัง

ในคอลัมน์นี้ผมจึงอยากจะขอเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธี ว่าจ้างช่างปรุงเรือนไทย รวมไปถึงองค์ประกอบของตัวเรือนไทยว่ามีกี่แบบบ้าง เพื่อเป็นทางเลือกในการตัดสินใจให้ผู้ที่กำลังมองหาและอยากปลูกเรือนไทยได้ เข้าใจเรือนไทยสถาปัตยกรรมประจำชาติของเรามากขึ้น

แกะรอย
1. อย่างแรกเราต้องตอบโจทย์ความต้องการของเราก่อนว่าอยากได้พื้นที่ใช้สอยอะไร บ้าง เพราะนั่นจะทำให้เราทราบว่าบ้านหลังนี้จะต้องปรุงเรือนทั้งหมดกี่หลัง แต่ละหลังมีขนาดเท่าไหร่ หากเราต้องการพื้นที่ห้องกว้างมาก บ้านเราอาจจำเป็นต้องใช้เรือนแฝดมาปรุงด้วย พื้นที่ที่ต้องเพิ่มเติมนอกเหนือจากเรือนไทยเดิมนั้นมีมากน้อยแค่ไหน เช่น ห้องน้ำ ส่วนอาบน้ำ ครัวสมัยใหม่ หรือพื้นที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เมื่อเราตอบประเด็นเหล่านี้ได้ก็จะทราบงบประมาณคร่าวๆในการปลูกเรือนไทย ซึ่งโจทย์เหล่านี้จะต้องนำมาพิจารณาร่วมกับขนาดที่ดินที่เรามีด้วย ว่าสามารถปลูกเรือนอย่างที่เราต้องการได้หรือไม่ ในส่วนนี้อาจขอคำปรึกษาจากสถาปนิก เพื่อวางแผนการออกแบบคร่าวๆ ก่อนนำมาจัดผังบริเวณและวางตำแหน่งเรือนแต่ละหลังบนที่ดิน

กำลังดี
ที่ดิน 100 ตารางวา เป็นขนาดที่สามารถปลูกเรือนไทย 1 หลังได้ขนาดสวยงามกำลังดี แต่ถ้าขนาดที่ดินใหญ่กว่านั้นก็จะยิ่งสามารถปรับปรุงภูมิทัศน์และจัดสวน เพิ่มความร่มรื่นให้เรือนไทยของเรามีบรรยากาศน่าอยู่ได้มากขึ้น แต่ขนาดที่ดินไม่ควรจะน้อยกว่า 50 ตารางวา เพราะจะทำให้เวลาอยู่อาศัยแล้วรู้สึกอุดอู้ เนื่องจากพื้นที่ชานและใต้ถุนภายนอกเป็นส่วนใช้งานหลักของเรือนไทย

2. ขั้นต่อมาคือการติดต่อหาช่างปรุงเรือนไทย ซึ่งสามารถหาช่างฝีมือได้แถวจังหวัดอยุธยา สุพรรณบุรี อ่างทอง สมุทรสงคราม ซึ่งมีอยู่หลายเจ้า ถูกชะตาเจ้าไหนก็ลองแวะเข้าไปชม แล้วอย่าลืมขอดูผลงานเก่าๆจากช่างว่าถูกใจเราหรือไม่ ก่อนจะตัดสินใจว่าจ้าง เพราะแต่ละแห่งจะมีสูตรในการปรุงเรือนแตกต่างกันไป

– การปรุงเรือนไทยใหม่
คือ การปรุงเรือนไทยเดิมใหม่ทั้งหลัง อาจจะใช้ไม้เก่าหรือไม้ใหม่ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว ซึ่งราคาไม่แตกต่างกันมาก บางคนคิดว่าไม้เก่าดีเพราะเป็นไม้แห้ง เนื่องจากผ่านการใช้งานมาแล้ว เมื่อนำมาปลูกการยืดหดตัวจะไม่มากเหมือนนำไม้ใหม่มาสร้าง อีกทั้งยังมีสีสันที่ดูคลาสสิก แต่ช่างบางคนกลับบอกว่าไม้ใหม่ดีกว่าเพราะหากผ่านการอบอย่างดีก็จะไม่มี ปัญหาเรื่องการยืดหด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละคนครับ

หากเราจ้างให้ช่างปรุงเรือนไทยพร้อมกับให้ช่างรับผิดชอบหาไม้มาด้วยเลย ซึ่งราคาค่าปรุงเรือน 3 ห้อง (1 หลัง) จะอยู่ประมาณระหว่าง 1,200,000 -1,600,000 บาท ขึ้นอยู่กับชนิดของไม้และวัสดุมุงหลังคาด้วย ดังนั้นถ้าเราต้องการปลูกเรือนไทยสัก 3 หลังราคาค่าก่อสร้างโดยเฉลี่ยก็จะประมาณ 3,600,00 -4,700,000 บาท ส่วนศาลา ซุ้ม หรือหอนก ขนาด 3 เมตร ราคาค่าก่อสร้างโดยประมาณ 40,000-50,000 บาท หรือคิดเป็นพื้นที่ต่อตารางเมตรจะอยู่ราคาประมาณ 30,000 บาทต่อตารางเมตร

ในกรณีที่เราสามารถหาไม้ได้เอง จะให้ช่างมาช่วยปรุงอย่างเดียว ราคาค่าแรงในการปรุงเรือนไทย 1 หลัง ( 3 ห้อง) จะอยู่ประมาณ 200,000-400,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดเรือน

มาตราวัดที่ควรรู้
สำหรับคนไม่คุ้นเคยกับมาตราวัดความยาวแบบสมัยโบราณ เมื่ออยากจะปลูกเรือนไทยควรจะรู้หน่วยวัดเหล่านี้ไว้สักนิดนะครับ เพราะช่างปรุงเรือนไทยส่วนใหญ่เวลาคุยแบบแล้วมักจะใช้หน่วยวัดที่เราไม่ค่อย คุ้นหู เช่น เรือนขนาดกว้าง 7 ศอก คือ เรือนที่มีด้านสกัด (ด้านแคบเรือนไทย) กว้าง 3.50 เมตร (1 ศอก เท่ากับ 50 เซนติเมตร) เป็นต้น

4 กระเบียด เป็น 1 นิ้ว
12 นิ้ว เป็น 1 คืบ
2 คืบ เป็น 1 ศอก
4 ศอก เป็น 1 วา
1 วา เป็น 2 เมตร

– การซื้อเรือนไทยเก่ามาปรุงใหม่
ส่วนใครที่เกิดติดใจกับเสน่ห์ไม้เก่า อยากซื้อเรือนไทยเดิมของชาวบ้านเพื่อถอดย้ายมาปรุงใหม่ ก็ลองติดต่อช่างให้ช่วยถามเจ้าของเรือนในละแวกนั้น ว่ามีใครประสงค์อยากจะขายเรือนไทยหรือเปล่า เมื่อมีคนสนใจขายเราก็เข้าไปเช็คสภาพและขนาดเรือนว่าตรงกับที่เราต้องการ หรือไม่ มีส่วนไหนที่ต้องซ่อมแซมบ้าง เราควรคำนวณค่าใช้จ่ายส่วนนี้รวมกับงบประมาณด้วย เพราะบางครั้งราคาเรือนเก่ารวมกับค่าซ่อมแซมเรือนอาจสูงกว่าการปรุงเรือน ใหม่ก็ได้ เพราะเรือนเก่าต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนด้วย ซึ่งการปลูกเรือนไทยด้วยไม้ใหม่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ อีกทั้งชิ้นส่วนบางชิ้นอาจชำรุดมากจนไม่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ เมื่อพอใจก็ตกลงราคากับเจ้าของบ้าน บางครั้งอาจหาซื้อได้ในราคาไม่แพงนัก ตรงนี้ขึ้นกับวิธีเจรจาและวาสนาของแต่ละคนครับ

*ราคาเรือนไทยเก่าหนึ่งหลังตกประมาณ 700,000-900,000 บาท แปรผันตามสภาพของเรือนไทยด้วย
*ค่ารื้อถอนประมาณ 200,000-300,000 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงาน
*ส่วนค่าขนย้ายนั้นขึ้นอยู่กับระยะทาง
*ค่าปรุงเรือนไทยหลังหนึ่งรวมค่ารื้อถอนด้วยราคาประมาณ 600,000 – 700,000 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงาน

อะไหล่
ราคาค่าก่อสร้างส่วนต่างๆของเรือนไทยแบบแยกชิ้นโดยประมาณ
ปั้นลมไม้สัก ราคาประมาณ 1,500-2,000 บาทต่อ 1 ชิ้น
หน้าจั่วไม้สัก ราคาประมาณ 30,000-40,000 บาทต่อ 1 จั่ว
เสาไม้เต็ง เสาไม้แดง สูง 8เมตร ราคาประมาณ 3,500 -4,000 บาท
แผ่นฝาไม้สักที่ประกอบพร้อมปรุง ราคาประมาณ15,000-20,000 ต่อฝา 1 แผ่น
หมายเหตุ ราคานี้สอบถามจาก คุณสม เขียวประจบ ช่างปรุงเรือนไทยชาวพระนครศรีอยุธยา แต่ละเจ้าอาจมีราคาแตกต่างกันไป

“ส่วนใหญ่การรื้อเรือนไทยเก่ามาปรุงใหม่มักจะมีปัญหาเรื่องการรั่วซึมน้ำที่ ฝาเรือน เพราะเมืองไทยมีทั้งฤดูร้อนและฝนชุก ทำให้ฝาผุง่าย อีกทั้งโครงสร้างต่างๆก็เก่าอาจนำมาใช้ใหม่ลำบาก แต่หลายคนมักคิดว่าซื้อเรือนเก่ามาปลูกใหม่เป็นเรื่องดี แต่ผมคิดว่าการปรุงเรือนไทยด้วยไม้ใหม่จะเหมาะกว่า อีกทั้งการทำฝาด้วยไม้ใหม่ยังสามารถอุดกาว เพื่อป้องกันแอร์รั่วได้ง่ายกว่าดัวย”ส.บุญมีฤทธิ์ ช่างปรุงเรือนไทย

3. หลังจากเราหาช่างปรุงเรือนไทยหรือซื้อเรือนไทยเก่ามาครบตามจำนวนที่ต้องการ แล้ว ส่วนใหญ่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมโครงสร้างของเรือนไทยบางส่วน เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบันได้ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ เช่น ดัดแปลงชานไม้เป็นชานคอนกรีตปูกระเบื้องดินเผาเพื่อให้ทำความสะอาดง่ายขึ้น ดัดแปลงใต้ถุนเป็นพื้นที่ใช้สอยอื่นๆ เช่น ห้องเก็บของ ห้องนั่งเล่น ห้องแม่บ้าน เพิ่มหน้าต่างกระจกเพื่อให้สามารถติดเครื่องปรับอากาศได้ เพิ่มบันไดใต้ชายคาที่สามารถขึ้นจากใต้ถุนขณะฝนตกแล้วไม่เปียก และงานระบบต่างๆ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ ระบบประปา

สิ่งเหล่านี้เราต้องวางแผนไว้ก่อนล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรให้วัสดุที่เรา เลือกเข้ากับบรรยากาศกับเรือนไทยด้วย เพื่อให้ส่วนต่อเติมใหม่ไม่ดูขัดเขินเมื่อมาอยู่กับเรือนไทยเดิมที่สร้างจาก ไม้ทั้งหลัง

ถอดทีละชิ้น
เนื่องจากเรือนไทยเป็นเรือนถอดประกอบได้ (PREFABRICATION) และยังมีขนาดและสัดส่วนขององค์ประกอบต่างๆที่ค่อนข้างเป็นมาตรฐาน ดังนั้นสมัยก่อนครู หรือ ช่างวัฒกี (ช่างไม้) จะปรุงชิ้นส่วนต่างๆแต่ละส่วนตามหลักและแบบแผนเดียวกันหมด เหมือนการผลิตวัสดุสำเร็จรูปจากโรงงาน ทำให้บ้านไหนที่ต้องการปลูกบ้านเร่งด่วน ก็สามารถหยิบยืมวัสดุจากบ้านอีกหลังหนึ่งที่ไม่เร่งสร้างไปใช้ก่อนได้

ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจและมองเห็นภาพองค์ประกอบต่างๆของเรือนไทยได้ชัดเจนมาก ขึ้น ผมจึงขอแยกส่วนเครื่องปรุงเหล่านี้ว่ามีกี่แบบบ้าง แต่ละแบบหน้าตาอย่างไร เพื่อให้ผู้ที่คิดจะปลูกเรือนไทยได้เอาไว้ใช้พิจารณาดู ว่าเราอยากให้เรือนไทยของเรามีหน้าตาแบบไหนครับ

สัดส่วนเรือนไทยเดิมด้านสกัด
เรือนไทยนั้นมีสัดส่วนที่ตายตัว การวัดขนาดเรือนจะวัดทางด้านสกัดหรือด้านแคบ ตัวอย่างเช่น หากเรือนไทยที่มีด้านสกัดขนาด5 ศอก ความสูงจากพื้นดินถึงพื้นเรือนควรจะสูงประมาณ 4 ศอก และจากพื้นเรือนถึงขื่อควรสูงประมาณ 5 ศอก เพื่อให้ได้สัดส่วนที่สวยงาม

สัดส่วนที่สวยงาม
ความกว้างด้านสกัดหรือด้านแคบของเรือนไทยเดิมนั้น ปกติจะกว้างประมาณ 3 -4 เมตร ที่พบเห็นส่วนใหญ่จะกว้างประมาณ 3.50 เมตร แต่ที่เหมาะกับบ้านในสมัยนี้ คือ 4 เมตร เพราะสามารถจัดเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องได้ง่ายนั่นเองครับ

ข้อมูลอ้างอิง : www.bansongthai.com

ขั้นตอนการก่อสร้างเรือนไทย ในสมัยก่อน
การ ก่อสร้างเรือนไทย ในสมัยก่อน มีการก่อสร้างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งนิยมก่อสร้างโดยยึดแบบแผน หรือถ่ายทอดกันต่อเนื่องมาในปัจจุบัน ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือดัดแปลงไปตามกาลสมัย รวมทั้งนำเทคโนโลยีสมัยเข้ามาช่วย ซึ่งเราพอจะทราบกันอยู่แล้ว ส่วนการก่อสร้างในสมัยก่อนมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง แบ่งเป็นข้อได้ดังนี้……..
1. วางผังโดยใช้พรึงที่ประกอบแล้วเป็นวงรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นเครื่องกำหนดมุมฉากกว้างยาวของบ้านมาวางเป็นผัง
2. ปัก ”ฉะ นบ” โดยรอบตามจุด 4 มุมและตรงที่วางเสาแล้ววางหลุมโดยฉะมบ หรือเข็มหมุดเป็นจุดศูนย์กลางหลุมวัดผ่าศูนย์กลาง 30 ซม. (ในกรณีที่ใช้แระ แต่ถ้าใช้วัวกับกงพัดจะต้องกว้างกว่านี้)
3. ยกพรึงออก
4. ขุดหลุมกว้างประมาณ 30 ซม. หากขุดกว้างมากเกินไป เสาจะเอนมากทำให้ล้มได้ หลุมลึกประมาณ 75 ซม. ก้นหลุมวาดแระให้ได้ระดับ (เรือนไทยสมัยโบราณน้ำหนักบรรทุกไม่มาก แต่เรือนไทยโบราณมักจะทรุดเพราะทำฐานไม่พอรับน้ำหนัก)
5. ยกเสาลงหลุมตามลำดับเอก โท ฯลฯ
6. ใส่รอดเข้าที่ทุกเสา
7. ช่างไม้จะปืนขึ้นไปทุกเสาประจำเสา เสาละคนสอดไม้คาโคนหลุมที่ดิน เพื่อกันเสาเอนไปมาและไม่ให้เสาล้ม ยังไม่กลบหลุมเสา
8. ส่งเต้าขึ้นไปให้นำเต้าเข้าสอดตามรูเต้าทั้งเต้ารุมเต้าราย เมื่อสอดเต้าเข้าที่แล้วช่างไม้จะนั่งบนเต้า คนข้างล่างจะส่งขื่อขึ้นไป
9. วางขื่อสวมลงบนหัวเทียน แต่งโคนหลุมหรือผลักเสาให้ขื่อสวมหัวเทียนให้ได้
10. ที่ใดมีฝาประจันห้องยกเสาดั้งสอดใส่รูขื่อทะลุขึ้นไปให้ง่ามเสาดั้งนั่งบนหลังรอด
11. ส่งแปหัวเสาขึ้นทั้งสองข้าง ให้บ่าแปหัวเสาวางบนหัวขื่อที่เตรียมไว้วางแปหัวเสาให้เข้าที่
12. ติดตรึงโดยรอบ โย้แต่งเสาติดตรึงพออยู่ไม่ให้แน่น ใส่สลักตรึงสลักพออยู่ จะให้พึงแน่นเมื่อใส่ฝาแล้ว
13. แต่งระดับน้าให้หลังรอด – พรึง –แปหัวเสาได้ระดับระยะนี้สำคัญมาก
14. ปูพื้นทั้งหลังวางพื้นทับบนรอดไม่ต้องตีตะปูวางทับเฉยๆ เพื่อเป็นนั่งร้านในการทำงานด้วย
15. นำแผงหน้าจั่วสองแผ่นวางให้ปลายล่างตีนจั่ว วางอยู่แน่นทับแปหัวเสาทั้งสองจั่วหัวท้าย
16. และที่ไม่มีฝาปิดประจันห้องติดตั้งดั้งลอย และใส่จันทันทั้งสองข้างโคนจันทันสวมติดกับแปหัวเสา ปลายจันทันติดยอดใบดั้งลอย
17. วางแปเข้าที่ทั้งสองข้าง ตีตะปูแปให้แน่นกับตัวจันทันและแผงหน้าจั่ว การตีแปติดกับจันทันและจั่วคงใช้ตะปูจีน
18. วางอก ไก่สวมลงไปกับเดือยใบดั้งบนเสาดั้ง เดือยแผงจั่วหัวท้ายและเดือยใบดั้งลอยวางที่บนขื่อ ตอกลิ่มเดือยใบดั้ง ส่วนเดือยแผงจั่วเป็นเดือยไม่ทะลุอกไก่ ระยะนี้จะเป็นระยะที่สำคัญที่สุด
19. ยก แผงฝาด้านยาวทั้งสองด้าน การยกฝาเข้าที่ต้องตอกเข้าถอยเข้าไปในเสาให้สุดตัว เฉพาะตัวที่จะบรรจุฝา (เพราะถ้ามีเต้าอยู่จะใส่แผงฝาไม่ได้ถนัด) เมื่อยกฝาเข้าที่ตั้งบนพรึงและอยู่ใต้แปหัวเสาได้แล้ว จึงตอกเต้ากลับออกมาเพื่อเตรียมยึดเชิงชายดังเดิม ทำเช่นนี้ทุกแผงฝา ยังไม่ต้องตอกตะปูจีนยึดฝากับเสาให้เต้ายึดอัดฝาไม้ไว้ก่อน ระยะนี้เวลาก่อสร้างจะเห็นประโยชน์ของเสาที่เอียงสอบเพราะจะรับแผงฝาไว้ได้ น้าหน้ำกฝาถ่ายลงให้เสาละเต้าจะช่วยอัดฝาไม่ให้ล้มหลุด ไม่ต้องตีตะปูก็จะตั้งอยู่ได้แต่ไม่แน่น
20. ติดฝาอุดหน้ากลองหัวท้ายและฝาประจันห้อง (วิธีเช่นฝาด้านยาว)
21. ติดเชิงชายด้านยาวแน่นกับเต้า
22. ติดเชิงชายด้านสกัด ตรึงเชิงชายให้ติดกับเต้าใส่สลักไม้อัดเชิงชายแน่นกับเต้าทุกตัว
23. ติดปั้นลมแน่นกับแปทุกตัว วางกลอนเจาะ (ถ้ามุงจาก) หรือวางกลอนขอสลับกลอนแบนที่มีรูใส่เดือยแล้วตีระแนง (หากมุงกระเบื้อง)
24. โย้แต่งตีนเสาให้เข้าที่ แต่งตามจนฝาแนบสนิททุกแผ่น
25. ตีตะปูจีนยึดฝากับเสาให้แน่น ตะปูแผ่นละ 4 ตัว (สี่มุมฝา) ตรึงสลักยึดพรึงเสาติดแน่น
26. วางจันทันแฝงฝาเฉลียง เชิงชาย แป ปั้นลม กลอนของเฉลียง
27. กลบดินเชิงเสากระทุ้งให้แน่น
28. มุงหลังคา จะเป็นกระเบื้อง แฝก หรือจากสุดแต่ต้องการตามความจำเป็น
29. จัดทำกระเบื้องหลบ, แฝกหลบหรือจากตามลักษณะของเครื่องมุง
30. วางกระเบื้องครอบหลังคา

ขั้นต่อไปจึงทำส่วนของชานหรือนอกชานและครัวไฟ การอธิบายขั้นตอนการก่อสร้างเรือนไทยดูจะรู้สึกง่ายๆ “ เหมือนละเลงขนมเบื้องด้วยปาก “ ความสำคัญทั้งสิ้นอยู่ที่ :-

– การเตรียมการด้วยความชำนาญประกอบการทดลองได้ที่ดีแล้ว

– การดำเนินการก่อสร้างเป็นขั้นตอนก่อนหลังตามลำดับไม่สับสน

– ความชำนาญความเข้าใจและความพร้อมเพรียงของช่างทุกคน

ขั้นตอนการก่อสร้างในการก่อสร้างข้อ 1 ถึง 4 ต้องจัดทำในวันเตรียมพิธีก่อนวันฤกษ์หนึ่งวันดูหัวข้อเรื่องเตรียมพิธีงาน ปลูกบ้านไทย ส่วนข้อสุดท้ายต้องทำให้เสร็จในวันเดียว (เป็นงานยากกว่า)

ต้องทำอย่างไร เมื่ออยากสร้างบ้านทรงไทย
การก่อสร้างบ้านทรงไทย / ต้องทำอย่างไร เมื่ออยากสร้างบ้านทรงไทย

ต้องทำอย่างไร ? เมื่ออยากสร้างบ้านทรงไทย

จะสร้างบ้านทรงไทยสักหลัง…จะต้องทำอะไรบ้าง ? ปัจจุบัน หากท่านต้องการมีบ้านทรงไทยไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปและไม่ไกลเกินฝัน เรามีคำแนะนำให้ท่านว่าการจะสร้างบ้านทรงไทยสักหลังจะต้องทำอะไรบ้าง ท่านที่ต้องการมีบ้านทรงไทยเป็นผู้มีความชอบและหลงใหลเสน่ห์ของบ้านทรงไทย เป็นผู้ที่ต้องการร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมประจำชาติไทยของเรา

บ้านทรงไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น อย่างไรก็ตามการสร้างบ้านทรงไทยนั้นไม่ใช่ว่าเพียงแต่นำโฉนดที่ดินมาพร้อม กับกำเงินมาให้ผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านทรงไทย ก็จะสามารถนั่งรอบ้านทรงไทยในฝันหลังใหม่ได้ แต่ถ้าหากหัวใจมันจะเรียกร้องบ้านทรงไทยในฝันซักหลังเพื่อเป็นบ้านในฝัน เป็นเรือนรับรองพักผ่อน หรือต้อนรับแขก ลูกค้าต่างประเทศ หรือจัดทำเป็นบ้านแสดงสินค้าแบบไทยๆ หรือจะเป็นสถานที่อื่นๆใดก็ตาม เราจะต้องดูว่า การสร้างบ้านทรงไทยซักหลัง สิ่งต่างๆ ที่ท่านจะต้องดำเนินการเองนั้น มีวิธีการเป็นอย่างไรบ้าง ?

1. วางแผนและเตรียมพื้นที่และแบบบ้าน

ก่อนอื่นท่านต้องวางแผนก่อนว่าต้องการบ้านแบบใด มีพื้นที่ใช้สอยแบบใดและเตรียมพื้นที่ที่ทำการปลูกสร้างบ้านทรงไทยอย่างไร และคิด concept ของแบบบ้าน ต้องการให้เริ่มสร้างเมื่อไรและแล้วเสร็จเมื่อไร การสร้างบ้านทรงไทยต้องดูฤกษ์ดูยามด้วยในการปลูกด้วย

1.1 ท่านต้องดูว่าที่ดินท่านมีลักษณะอย่างไร? มี สาธารณูปโภคเข้าถึงหรือไม่ ? หากไม่มี ต้องดำเนินการให้เรียบร้อยก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง น้ำประปา ไฟฟ้า ทางระบายน้ำ และถนนหนทาง ฯลฯ โดยน้ำประปาและไฟฟ้า สามารถที่จะขอแบบ ชั่วคราวก่อนได้ ที่ดินของท่านถมแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ถม ควรจะถมให้เหนือระดับถนนเล็กน้อย

1.2 ถามใจของท่านและครอบครัวดูก่อนว่า

– ชอบบ้านทรงไทยรูปแบบไหน ตัวอย่างเช่น บ้านทรงไทยเดิม, บ้านทรงไทยภาคกลาง,บ้านทรงไทยภาคเหนือ บ้านทรงไทยภาคอีสาน หรือบ้านทรงไทยแบบประยุกต์ เป็นต้น และ Concept วัตถุประสงค์ต้องการใช้เป็นสถานที่สำหรับทำอะไร เช่น ที่พักถาวร เป็นศาลา เป็นบ้านพักรีสอร์ท Home Stay เป็นบ้านรับรองลูกค้า เป็นร้านอาหาร เป็นที่แสดงสินค้า หรืออื่นๆ

– ต้องการองค์ประกอบของบ้านทรงไทยแบบไหน มีห้องต่างๆ เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ กี่ห้อง มีระเบียง มีชานนอก มีหอนก หรือบันไดแบบไหน ที่สำคัญคือกว้างยาวเท่าไร เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเรา ซึ่งเราต้องมีรูปแบบในใจของเราแล้ว

– พื้นที่ใช้สอยทั้งหมดแบบคร่าวๆ เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณที่ตั้งไว้

1.3 ขั้นตอนการทำแบบบ้านทรงไทยเพื่อนำมาก่อสร้าง ทำได้ 2 กรณีคือ

– เลือกแบบบ้านทรงไทยให้สอดคล้องกับที่ดินที่มีอยู่ โดยไทย โทร.มาคุยกับทีมงานของเรา BanSongThai.com หรือโทร.มาที่คุณน้อย 01-556-1520 หรือคุณบัญชา 01-852-9238 เรา มีบริการทั้งแบบบ้านทรงไทยและรับปรุงประกอบบ้านทรงไทยทุกแบบทุกไสตล์ เราสร้างบ้านทรงไทยเป็นอาชีพ เรามีสถาปนิกออกแบบบ้านทรงไทยและมีช่างที่ชำนาญงาน วิธีนี้ท่านจะได้แบบบ้านทรงไทยในฝัน สำหรับผู้รับสร้างบ้านทรงไทยปัจจุบัน มีไม่มากเนื่องจากวิธีการสร้างทรงไทย ไม่มีการเรียนการสอนในห้องเรียน จะใช้วิธีถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ผู้ที่ออกแบบบ้านทรงไทยจึงยังมีน้อย

– คุยกับสถาปนิกโดยตรงในการออกแบบหรือหาแบบบ้านทรงไทยจากแบบสำเร็จรูปจาก หนังสือ โดยทั่วไปแล้วสถาปนิกที่ออกแบบบ้านทรงไทยโดยตรงค่อนข้างหายาก หากจ้างออกแบบให้ตรงกับกับความต้องการแล้วค่าใช้จ่ายอาจจะสูงกว่า

1.4 เมื่อท่านตกลงกับสถาปนิก หรือผู้รับเหมาเรื่องแบบบ้านทรงไทยเรียบร้อยแล้ว สถาปนิกจะเริ่มลงมือเขียนแบบร่างเป็นแบบก่อสร้างที่ใช้ในงานก่อสร้างจริง หรือ ที่เรียกว่าแบบพิมพ์เขียวที่ท่านคงเคยเห็นในงานก่อสร้างกันมาบ้าง ลักษณะเป็นสีเขียวออกฟ้าซึ่งแบบพิมพ์เขียวนี้ จะเป็นแบบที่มีรายละเอียดในการก่อสร้างทั้งหมด โดยจะได้รับประมาณ 6 ชุด

2. ขั้นตอนยื่นแบบเพื่อขออนุญาต

การติดต่อเพื่อขออนุญาตก่อสร้างอาคาร จะมีได้ 2 กรณี คือ

2.1 ปลูกบนที่ดินของตัวเอง จะต้องใช้เอกสารดังนี้

– คำขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลง หรือ รื้อถอนอาคาร
– สำเนาทะเบียนบ้าน
– สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ
– สำเนาทะเบียนสมรส ( ถ้ามี )
– สำเนาโฉนดที่ดิน ขนาดเท่าตัวจริง (ถ่ายเอกสารทุกหน้า)
– หนังสือรับรองพร้อมสำเนาบัตรผู้ประกอบวิชาชีพ วิศวกรงานก่อสร้างและสถาปนิกผู้ออกแบบ
– หนังสือมอบอำนาจผู้ขออนุญาต ( ในกรณีให้ผู้อื่นกระทำแทน ) แล้วก็ติดอากรแสตมป์ 30 บาท
– บันทึกเจ้าหน้าที่ กรณีที่ ที่ดินติดที่สาธารณะ หรือแนวเวนคืน

2.2 เช่าที่ดินของผู้อื่นปลูกสร้าง

หรือชื่อผู้ขออนุญาตกับชื่อเจ้าของที่ดินไม่ได้เป็นบุคคลเดียวกัน
– เอกสารเหมือนในข้อ ที่ผ่านมาทุกประการ
– สิ่งที่เพิ่มเติมคือ หนังสือรับรองให้ทำการก่อสร้างในที่ดิน โดยที่เจ้าของที่ดินเซ็นต์ยินยอมให้ปลูกสร้างในที่ดินได้

หลังจากที่ได้เอกสารต่างๆครบแล้ว ยื่นเอกสารทั้งหมดให้กับสำนักงานเขตหรือ ถ้าเป็นต่างจังหวัดให้ติดต่อที่ อบต. พร้อมกับแบบบ้านทรงไทยที่จะปลูกสร้างจำนวน 5 ชุด จากนั้น เจ้าหน้าที่เขตจะนัดเพื่อรอฟังผล ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดนี้เจ้าของบ้านจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด

3. ติดต่อ BanSongThai.com เพื่อทำการก่อสร้างบ้านทรงไทย

หลังจากที่ท่านได้ยื่นแบบก่อสร้างกับทางเขตหรือ อบต. แล้ว ช่วงระยะเวลานี้ท่านก็มาติดต่อกับเรา BaSongThai.com ผู้เชี่ยวชาญบ้านทรงไทย (โทร. มาที่คุณ น้อย 081-556-1520) เพื่อ ให้ทางทีมงานของเราไปตีราคาค่าก่อสร้าง และกำหนดระยะเวลาในการ ก่อสร้างทั้งหมด และเมื่อทางเขตหรือ อบต. ได้อนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างได้ ทีมงานช่างของบ้านทรงไทยดอทคอมก็จะสามารถลงมือก่อสร้างได้ทันที

ปกติแล้วทางทีมงาน BanSongThai.com จะออกแบบ เขียนแบบ ตีราคาและกำหนดระยะเวลาการก่อสร้างให้เบ็ดเสร็จในขั้นตอนเดียวกัน และมีการพูดคุยและตกลงกับเจ้าของบ้านให้แน่ชัดก่อนเซ็นสัญญาและลงมือก่อ สร้าง

4. ช่วงเวลาที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง

ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงที่เจ้าของบ้านจะต้องเอาใจใส่ด้วยและมีการพูดคุยกับ ผู้รับเหมาสร้างบ้านทรงไทย ถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นทุกอย่างรวมถึงการเปลี่ยนแบบหรือเปลี่ยนสเปค ซึ่งจะทำให้งบประมาณที่บานปลาย งบประมาณที่เพิ่มขึ้นจะมีการตกลงกันอย่างไรเจ้าของบ้านจะต้องตรวจดูการวาง ผัง การตรวจงานก่อสร้างสเปควัสดุก่อสร้าง ท่านจะต้องดูแลควบคุมใน จุดต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นให้ละเอียด จนกว่าบ้านทรงไทยจะเสร็จเป็นรูปเป็นร่างที่ สมบูรณ์ เพราะว่าหลังจากที่ผู้รับเหมามอบบ้านทรงไทยให้แล้ว จะเป็นเรื่องไม่ง่ายมากนักที่จะมาแก้ไขให้ท่านในภายหลัง ควรมีการตกลงกันว่าจะให้มีการรับประกันอย่างไรด้วย จากนั้นจะเป็นเรื่องของการขออนุญาตการติดตั้ง น้ำประปา-ไฟฟ้าถาวร โทรศัพท์และ เลขที่บ้าน ก็เป็นอันเสร็จสิ้น สำหรับบ้านทรงไทยในฝันของท่าน


พฤษภาคม 15, 2009 at 10:33 am ใส่ความเห็น

มาตรฐานการเขียนแบบก่อสร้าง

มาตรฐานการเขียนแบบก่อสร้าง (Standard Drawing)

เครื่องมือการสื่อสารระหว่างผู้เกี่ยวข้องกับงานออกแบบก่อสร้างที่สำคัญนั้นก็คือ การเขียนแบบ(Drawing) เพราะการเขียนแบบก่อสร้างนั้นเป็นการถ่ายทอดความคิดในการออกแบบของสถาปนิก วิศวกร ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจได้ง่ายและรวดเร็ว เนื่องจากการเขียนแบบมีการระบุระยะ ตำแหน่งพิกัดของสิ่งที่ต้องการปลูกสร้างพร้อมกับระบุวัสดุที่ใช้อย่างชัดเจน ทำให้ง่ายในการเข้าใจความหมายของผู้ออกแบบได้อย่างถูกต้อง
แต่การเขียนแบบก่อสร้างนอกจากสถาปนิกจะต้องสื่อสารไปยังผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือ ผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆนั้น ระหว่างขบวนการออกแบบสถาปัตยกรรมของสถาปนิกนั้น จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องสื่อสารกันระหว่างทีมงานออกแบบด้วยกัน เช่น ทีมออกแบบโครงสร้าง ทีมออกแบบงานไฟฟ้า งานระบบ ทีมออกแบบตกแต่งภายใน หรือ แม้กระทั่งทีมออกแบบสถาปัตยกรรมด้วยกัน
ปัจจุบันสถาปนิกผู้ออกแบบแต่ละคนหรือแต่ละองค์กรนั้น มักจะสร้างมาตรฐานการเขียนแบบขึ้นมาใช้เองเฉพาะการทำงานในส่วนของตนเอง ทำให้เกิดปัญหาในการประสานงานกันระหว่างองค์กร หรือ ในทีมงานเดียวกันก็ตาม เพราะมีการกำหนดขนาดกระดาษ ชื่อแฟ้ม ชื่อหัวแบบ ตัวอักษร สัญลักษณ์ การกำหนดสีและเบอร์ปากกา การกำหนดเลเยอร์ การจัดองค์ประกอบของแผ่นงาน เป็นต้น ที่มีความแตกต่างกัน ทำให้ง่ายในการสับสนในการทำงาน และใช้ไฟล์คอมพิวเตอร์ร่วมกันได้ยาก
ดังนั้นจึงมีองค์กรวิชาชีพในต่างประเทศได้มีการกำหนดมาตรฐานการเขียนแบบขึ้น มา เรียกว่า National CAD Standard โดยเรียกระบบมาตรฐานนี้ว่า Uniform Drawing System เวอร์ชั่น 3.0 เพื่อให้ง่ายในการปรับปรุงให้ทันสมัยภายหลัง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนามาตรฐานนี้มีอยู่ 4 หน่วยงานคือ Uniform Drawing SystemThe

American Institute of Architects

The U.S. CADD/GIS Technology

CenterThe Construction Specifications Institute

สำหรับในประเทศไทยเรานั้น สถาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดทำ คู่มือมาตรฐานการเขียนแบบก่อสร้าง ฉบับ 2549 ขึ้นมาเพื่อให้สถาปนิกและผู้เกี่ยวข้องการกับเขียนแบบก่อสร้างทำงานให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการพัฒนานี้อ้างอิงจาก National Cad Standard Version 3.0 มาตรฐาน มอก. ของสำนักมาตรฐานอุตสาหกรรม รวมจนถึงความคิดเห็นเสนอแนะของกลุ่มทดลองของผู้ใช้งานในประเทศ เพื่อให้สามารถใช้งานได้เหมาะสมกับการทำงานในประเทศไทย
คู่มือมาตรฐานการเขียนแบบก่อสร้าง ฉบับ 2549 นี้ มีจำนวน 221 หน้า ได้แบ่งเป็น 16 บท โดยมีเนื้อหาดังนี้
สำหรับคู่มือจะแบ่งออกเป็น 16 บท โดยมีเนื้อหาดังนี้
บท ที่ 1 แนวความคิดในการจัดทำคู่มือ อธิบายถึงที่มาที่ไปของการจัดทำคู่มือแนงทางในการปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐาน ปัญหาและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรฐาน
บทที่ 2 ความเป็นมา อธิบายถึงมาตรฐานปัจจุบันที่มีอยู่ การพัฒนาการของมาตรฐานต่างๆ
บทที่ 3 กระบวนการทำงาน อธิบายถึงกระบวนการทำงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน และกระบวนการที่สอดคล้องกับการจัดทำมาตรฐาน
บทที่4 การจัดชุดของแบบ อ้างอิงมาจากโมดูล 1 Drawing Set Organization  ของ National CAD Standard ver.3 อธิบายถึงการแบ่งแยกการเรียงลำดับชุดของแบบ การเรียงชื่อต่างๆ การจัดหมวดหมู่ของแฟ้มข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของอีเลคโทรนิคส์
บทที่5 การตั้งชื่อแฟ้ม อ้างอิงมาจากโมดูลที่1 Drawing Set Organization ของ National CAD Standard ver.3 อธิบายถึงมาตรฐานวิธีการตั้งชื่อแฟ้มข้อมูลที่เป้ฯตัวเนื้องานที่เรียกว่า Model File
บทที่ 6 ชื่อเลเยอร์ อธิบายถึงมาตรฐาน วิธีการจัดกลุ่มของชื่อตารางตั้งชื่อเลเยอร์ต่างๆ โดยแบ่งแยกตามกลุ่มสาขา (Discipline) เป็นหลักเพื่อสะดวกต่อการค้นหา โดยชื่อเลเยอร์จะอ้างอิงมาจากมาตรฐานของAIA Layer Guidelines ver.3 ส่วนมาตรฐานการใช้สีจะอ้างอิงมาจากมาตรฐานของ Tri-service
บทที่ 7 การจัดองค์ประกอบของแผ่นงาน อ้างอิงจากโมดูล ที่ 2 Sheet Organization ของ National CAD Standard ver.3 อธิบายถึงขนาดมาตรฐานของกระดาษ การจัดแบ่งพื้นที่บนหน้ากระดาษ ตำแหน่งที่เหมาะสมในการวางองค์ประกอบต่างๆไม่ว่าจะเป็นตัวแบบคำอธิบาย เป็นต้น
บทที่ 8 มาตรฐานการเขียนแบบ อ้างอิงมาจากโมดูลที่4 Drafting Convention  ของ National CAD Standard ver.3 รูปลักษณ์ของการเขียนแบบ นำเสนอเป็นข้อสรุป ทั้งนี้รายละเอียดสามารถค้นหาเติ่มได้จากเอกสาร CAD Standard ดังกล่าวข้างต้น
บทที่ 9 เปรีบยเทียบมาตรฐานของ CAD Standard กับมาตรฐาน มอก. ที่ใช้อยู่ในบ้านเรา
บทที่ 10 สัญลักษณ์ในแบบ อ้างอิงมาจากโมดูลที่ 6 Symbol ของ CAD Standard ver.3 สัญลักษณ์ วิธีการอ้างอิง และตัวอย่างมาตรฐานสัญลักษณ์ หลักๆที่ใช้ โดยอ้างอิงจาก Module ที่ ของ National CAD Standard ver.3
บทที่ 11 การให้คำอธิบาย อ้างอิงมาจากโมดูลที่ 7 National ของ National CAD Standard ver.3 อธิบายถึงรูปแบบการให้คำบรรยายในแบบ ตำแหน่งลำดับก่อนหลังที่ควรเป็น โดยอ้างอิงจาก Module ที่ของเอกสาร NCS
บทที่ 12 ข้อมูลเชิงตาราง อ้างอิงมาจากโมดูลที่ 3 schedule ของ National CAD Standard ver.3 อธิบายถึงรูปแบบการจัดทำ schedule วิธิการมาตรฐานในการแบ่งช่องของตารางโดยอ้างอิงจาก Module ที่มาตรฐานของ NCS
บทที่ 13 มาตรฐานการใช้สี อธิบายถึงมาตรฐานการใช้สี และขนาดน้ำหนักเส้นโดยอ้างอิงจากมาตรฐานของ Triservice ทั้งนี้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องปรับมาตรฐานการใช้สีของหน่วยงานเลย เพราะสามารถใช้มาตรฐานเลเยอร์มาใช้ควบคุมได้ อย่างไรก็ตามได้เสนอข้อมูลไว้เพื่ออ้างอิงเท่านั้น หากมีความจำเป็นต้องทำงานร่วมกับต่างประเทศที่ใช้มาตรฐานนี้อยู่
บทที่ 14 คำย่อ อ้างอิงมาจากโมดูลที่ 5 Terms and Abbreviations ของ National CAD Standard ver.3 อธิบายถึงตัวย่อภาษาอังกฤษที่มักใช้ในแบบคำบรรยาย โดยอ้างอิง Module  ที่ 5 ของ NCS ประกอบกับเอกสารที่ใช้อยู่ในบ้านเรา
บท ที่ 15 นิยามศัพท์ เนื่องจากมีข้อมูลหลายส่วนที่นำมาจากภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน จึงได้แสดงคำภาษาไทยที่ใช้ในเอกสารว่ามาจากคำใดในภาษาอังกฤษ โดยอ้างอิงจากราชบัณฑิตยสภา เป็นหลัก
บท ที่ 16 ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เป็นการรวบรวมข้อมูลที่ได้รับผลจากกลุ่มทดลอง รวมทั้งข้อเสนอแนะจากคณะทำงาน เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานต่อไปในอนาคต
ภาค ผนวก ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเอกสารที่อ้างอิงที่ใช้ในคู่มือนี้ และองค์ประกอบที่มีในแผ่นซีดีที่แนบมากับคู่มือนี้ รวมไปถึงวิธีการนำข้อมูลในแผ่นซีดีไปปรับใช้ในหน่วยงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ใช้สามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบมาตรฐานได้สะดวก ขึ้น
สำหรับผู้สนใจ คู่มือมาตรฐานการเขียนแบบก่อสร้าง ฉบับ 2549 นี้ กรุณาติดต่อกับสมาคมสถาปนิกสยาม ได้โดยตรง หรือแวะชมได้ที่ http://www.asa.or.th/2008/
ขอบคุณที่มา http://www.thaicontractors.com/

พฤษภาคม 15, 2009 at 10:23 am ใส่ความเห็น

การประมาณราคา

แนวทางการประมาณราคากลางสำหรับงานราชการ
การประมาณราคา / การประมาณราคากลางสำหรับงานราชการ
แนวทางการประมาณราคากลางสำหรับงานราชการ
บทนำ
ราคากลางคือ ราคามาตรฐานที่ใกล้เคียงความจริงซึ่งสามารถก่อสร้างหรือจัดหาได้จริง และใช้เป็นฐานสำหรับเปรียบเทียบราคาที่ผู้เข้าประกวดราคายื่นเสนอ1.1 ความแตกต่างของต้นทุน (Cost) และราคา (Price)
ต้นทุน หมายถึง ผลรวมของทรัพยากรที่จะต้องใช้เพื่อการผลิตและนำผลิตภัณฑ์นั้นออกจำหน่ายหรือใช้ประโยชน์
ราคา หมายถึง มูลค่าที่จะนำไปใช้ในลักษณะของการตลาด ราคาอาจจะเท่ากับต้นทุนหรือราคาอาจจะถูกปรับปรุงให้ตรงกับความต้องการของ ตลาด ราคาเป็นคุณค่าที่ผู้ทำผลิตภัณฑ์เป็นผู้กำหนด และปรกติราคาจะสูงกว่าต้นทุนการผลิตและการจำหน่าย โดยมีการบวกกำไรที่คาดหวังเข้าไปในราคานั้นแล้ว

1.2 การประมาณต้นทุน
การประมาณ หมายถึง การวิเคราะห์ การให้ความเห็น การพยากรณ์ หรือการคาดหมายล่วงหน้า ดังนั้นการประมาณต้นทุนจึงเป็นการวิเคราะห์ หรือการให้ความเห็นเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในกระบวนการทำงาน หรือกระบวนการผลิต ซึ่งอาจเป็นการทำผลิตภัณฑ์ การจัดทำโครงการ หรือการผลิตงานบริการ การประมาณ (คำนาม) หมายถึง การประเมินค่าแบบให้ออกมาในรูปของค่าใช้จ่าย หรือให้เป็นจำนวนหรือเป็นมูลค่า การประมาณ (กริยา) หมายถึงประเมินค่า กำหนดค่า หรือตีราคาการประมาณ เป็นศิลปะของการประมาณการเกี่ยวกับคุณค่าหรือค่าใช้จ่ายที่อาจเป็นไปได้ โดยอาศัยข้อมูลที่สามารถจะหาได้ในขณะนั้น ขอบเขตงานประมาณยังรวมถึงการสะสมข้อมูล การจัดทำรายงานเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย และยังครอบคลุมถึงการกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับชั่วโมงแรงงานและค่าวัตถุ

1.3 องค์ประกอบของราคา

• วัสดุ
o วัสดุธรรมชาติ
o แหล่งวัสดุ
o วัสดุจากการผลิต
o แรงงานในการผลิต
o เครื่องจักรในการผลิต
o แรงงานในการลำเลียง
o ค่าขนส่ง
o ความสูญเสีย• ค่าแรง
o แรงงานคน
o เครื่องมือ
o เครื่องจักร

• ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ (Factor F)
o ค่าดำเนินการ
o กำไร
o ภาษี
o ดอกเบี้ย
o ฯลฯ

• เวลา

2. ข้อควรพิจารณาเพื่อเป็นแนวทางในการประมาณราคา

2.1เตรียมการ
• ศึกษา แบบ ข้อกำหนด และเอกสารประกวดราคา
• จัดแบ่งหมวดหมู่ของงาน
• จัดทำบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคา

2.2 การดำเนินงาน
• ถอดแบบ
• จัดทำต้นทุนต่อหน่วย
• พิจารณาค่า Factor “F” ที่เหมาะสม สรุปเป็นราคาโครงการ
• ตรวจทาน

2.3 การเก็บข้อมูล
• รวบรวมราคางานที่ได้จัดทำไว้ แยกเป็นหมวดหมู่
• มีระบบการจัดเก็บที่ดี
• ติดตามผลการประกวดราคา เปรียบเทียบราคากับราคากลาง

2.4 การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง


ที่มา : Project Management for Engineering and Construction by Garold D.Oberlender

3. แบบฟอร์มที่ใช้ในการประมาณราคา
• แบบฟอร์ม ปร. 1 ใช้ประมาณการถอดแบบหาปริมาณงานและวัสดุทั่วไป
• แบบฟอร์ม ปร. 2 ใช้ประมาณการถอดแบบงานคอนกรีต ไม้แบบ ไม้ค้ำยันและเหล็กเสริม
• แบบฟอร์ม ปร. 3 ใช้ประมาณการถอดแบบงานไม้
• แบบฟอร์ม ปร. 4 ใช้สำหรับรวมปริมาณงานแต่ละประเภท
• แบบฟอร์ม ปร. 5 ใช้สรุปราคาค่าก่อสร้าง
• แบบฟอร์ม ปร. 6 ใช้สรุปราคาค่าก่อสร้าง กรณีมีการก่อสร้างหลายงานหรือใช้เปรียบเทียบราคา

รายละเอียดแบบฟอร์ม ดูได้จาก หลักเกณฑ์การคำนวณราคากลางของงานก่อสร้างอาคาร ของกรมโยธาธิการและผังเมือง http://www.dpt.go.th/dpt2549/knowledge/stdprice.pdf

4. Back up Sheets
• Back up Sheets คือ กระดาษคำนวณแสดงที่มา ของปริมาณวัสดุ หรือต้นทุนต่อหน่วยของงานแต่ละประเภท
• Back up Sheets ที่ดี ควรมีความละเอียด ชัดเจน และแสดงแหล่งที่มาของข้อมูล

5. Factor F
http://www.gprocurement.go.th/02_price/index.php

5.1 ความหมาย
Factor F คือ ค่าตัวเลขซึ่งกำหนดขึ้นตามมติคณะกรรมการควบคุมราคากลาง (ปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2546) ใช้คูณราคาต่อหน่วยของต้นทุน (Unit Cost) ออกมาเป็น ราคาค่างานของโครงการ Factor F ประกอบด้วย ค่าอำนวยการ ดอกเบี้ย กำไร และภาษี

5.2 ประเภทของ Factor F
Factor F แบ่งออกเป็น 3 ประเภทงานคือ
• งานทาง http://www.gprocurement.go.th/02_price/Froad2.xls
• งานสะพานและท่อเหลี่ยม
http://www.gprocurement.go.th/02_price/Fbridge2.xls
• งานอาคาร
http://www.gprocurement.go.th/02_price/Fbuild2.xls

6. ค่า “K”
จากถามตอบค่า K
http://www.price.moc.go.th/ki/handbook/desc/handbook.htm

6.1 ความหมาย
ค่า “K” หรือ ESCALATION FACTOR คือ ตัวเลขดัชนีที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของค่างาน ณ ระยะเวลาที่ผู้รับเหมาก่อสร้างเปิดซองประกวดราคาได้ เปรียบเทียบกับระยะเวลาที่ส่งงานในแต่ละงวด โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ดังนี้

1. จะใช้ “ค่า K” ได้เฉพาะในกรณีที่ผู้รับเหมารับงานจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น เท่านั้น
2. ในการทำสัญญาว่าจ้าง คู่สัญญาจะต้องระบุในสัญญาให้ชัดเจนว่า เป็นสัญญาแบบปรับราคาได้ในการประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้าง

6.2. ความเป็นมา
การนำ “ค่า K” มาใช้ เริ่มจากในช่วงปี 2516 – 2517 เกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ โดยน้ำมันและวัสดุก่อสร้างสำคัญ คือ เหล็กสำเร็จรูปต่างๆ ขาดแคลนและราคาสูงขึ้นมาก ส่งผลกระทบต่อธุรกิจก่อสร้างโดยตรงและรุนแรง ผู้รับเหมาต่างได้รับความเดือดร้อน บางรายหยุดดำเนินการ บางรายละทิ้งงาน เพราะไม่สามารถรับภาระขาดทุนได้ ขณะเดียวกัน ผู้จ้างเหมาก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้นำ “ค่า K” มาใช้ เพื่อช่วยเหลือผู้รับเหมาให้ได้รับการชดเชยค่าเสียหาย ทั้งนี้มีคณะอนุกรรมการเป็นผู้กำหนด หลักเกณฑ์ เงื่อนไข สูตร ประเภท และลักษณะงานที่เข้าข่ายสามารถขอรับเงินชดเชยจากรัฐบาลได้ จนถึงปี 2524 รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกการใช้ “ค่า K” เนื่องจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2532 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้นำ “ค่า K” มาใช้อีกครั้ง เนื่องจากผลของภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวในอัตราสูง ก่อให้เกิดการลงทุนอย่างมากในธุรกิจหลายสาขา โดยเฉพาะธุรกิจการก่อสร้าง เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ขยายตัว เป็นเหตุให้วัสดุก่อสร้างสำคัญ คือ เหล็กเส้นขาดแคลนและราคาสูงขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้างได้รับความเดือดร้อน รัฐบาลจึงให้ความช่วยเหลือโดยมีมติดังกล่าว ให้ใช้ “ค่า K” มาจนถึงปัจจุบัน

6.3 องค์ประกอบของค่า K
ค่า K ประกอบด้วยตัวแปรต่าง ๆ ดังนี้
M = ดัชนีราคาสินค้าวัสดุก่อสร้าง (ไม่รวมเหล็กและซีเมนต์)
S = ดัชนีราคาเหล็ก
C = ดัชนีราคาซีเมนต์
G = ดัชนีราคาเหล็กแผ่นเรียบ
F = ดัชนีราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว
A = ดัชนีราคาแอสฟัลท์
E = ดัชนีราคาเครื่องจักรกลและบริภัณฑ์
GIP = ดัชนีราคาท่อเหล็กอาบสังกะสี
AC = ดัชนีราคาท่อซีเมนต์ใยหิน
PVC = ดัชนีราคาท่อ PVC
PE = ดัชนีราคาท่อ HYDENSITY POLYETHYLENE
W = ดัชนีราคาสายไฟฟ้า
I = ดัชนีราคาผู้บริโภคของประเทศ

7. ความละเอียดถูกต้องในการประมาณราคา
7.1 ประเภทและความละเอียดถูกต้องในการประมาณราคา
• Estimates for Conceptual Planning
• Estimates for Feasibility
• Estimates during Engineering and design
• Estimates for Construction
• Estimates for Change Orders

Percentage of enginering complete
ภาพแสดงความละเอียดถูกต้องในการประมาณราคา


AACE: The Association for the Advancement of Cost Engineering
http://www.aacei.org/

7.2 รายการงานตรวจสอบ (Checklist)
• ได้รับแบบครบถ้วนหรือไม่
• แบบที่ได้รับเป็นฉบับล่าสุดหรือไม่
• แบบที่ใช้ในการถอดแบบเป็นฉบับล่าสุดหรือไม่
• ข้อมูลระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นต้องรื้อย้าย ก่อสร้างใหม่มีครบถ้วนหรือไม่
• ได้คำนึงถึงวิธีการก่อสร้างว่าจำเป็นต้องมีงานชั่วคราว เช่น Sheet Pile, Coffer Dam หรือการสูบน้ำระหว่างการก่อสร้างหรือไม่
• ได้คำนวณปริมาณงานงานชั่วคราว เพื่อใช้ในการประมาณราคาหรือไม่
• เข้าใจในวิธีการก่อสร้างหรือไม่
• ได้สอบทานตัวเลขและการคำนวณแล้วหรือไม่
• หน่วยที่ใช้ถูกต้องหรือไม่
• ปริมาณงานครบถ้วนหรือไม่
• Back up Sheet ชัดเจนและสะดวกในการตรวจสอบหรือไม่
• Back up Sheet ครบถ้วนหรือไม่
• ลายมือ ตัวเลข ชัดเจนหรือไม่
• ตรวจสอบ พิสูจน์อักษรแล้วหรือไม่
• กรณีใช้ Computer ช่วยในการคำนวณ มีรายละเอียดสูตรการคำนวณ และตัวอย่างหรือไม่
• Diskettes ที่ใช้ จะต้องมีระบบการจัดเก็บ ระบบการจัดเก็บเป็นอย่างไร
• ได้ตรวจสอบดูสถานที่ก่อสร้างหรือไม่
• ราคาวัสดุ Update หรือไม่
• หน่วยในการจ่ายเงินสอดคล้องกับข้อกำหนดทางเทคนิค (Specifications)และบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคา (Bill of Quantities/B.O.Q.) หรือไม่
• กรณีที่บัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคา (Bill of Quantities/B.O.Q.) ระบุให้ใส่ค่า K (Escalation Factor, สูตรการปรับราคา) ถูกต้องและสอดคล้องกับเอกสารประกวดราคาหรือไม่
• Factor F (ค่าดำเนินการ กำไร และภาษี) Update และถูกต้องตามระเบียบของทางราชการหรือไม่
• ระบบการจัดเก็บเอกสาร (Filing) การผลิต (Reproduction) และการแจกจ่าย (Distribution) ปลอดภัยและเน้นว่าเป็นเอกสาร “ลับ” หรือไม่
• ราคาวัสดุที่ใช้เป็นราคาที่รวมค่าขนส่งถึงสถานที่ก่อสร้างแล้วหรือไม่
• งานดินขุดรวมค่าขนส่งดินไปทิ้งแล้วหรือไม่
• แบบที่ใช้ในการถอดแบบมีข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ เช่น กำลังของคอนกรีต ความสามารถในการรับน้ำหนักบรรทุกของเสาเข็ม ความยาวของเสาเข็มและอื่น ๆ
• มีรายการวัสดุครบถ้วนหรือไม่
• งานที่มีความต่อเนื่องและเกี่ยวพันกัน มีการแบ่งแยกงานจากกันชัดเจนหรือไม่และต้องสามารถตรวจสอบได้ง่าย
• วัสดุที่ระบุให้ใช้ตามแบบ มีขายในท้องตลาดหรือไม่
• ใบเสนอราคามีครบถ้วนหรือไม่

8. แหล่งข้อมูล
8.1. ความรู้ทั่วไป
1. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕
http://www.gprocurement.go.th/04_law/procedure.zip
2. The International Cost Engineering Council
http://www.icoste.org/ceqspm.htm
3. The Society of Cost Estimating and Analysis (SCEA)
http://www.sceaonline.net/
http://www.sceaonline.net/prof_dev/costprof.cfm
4. The Association for the Advancement of Cost Engineering
http://www.aacei.org/resources/
5. International Construction Information Society. A Description and Comparison of National Specification Systems.
http://www.icis.org
http://www.icis.org/index.php?page=rtdocs/index.php
6. Construction Specifications Institute (CSI).
MasterFormat? 2004 Edition: Numbers & Titles (PDF).
http://www.csinet.org/s_csi/pdf.asp?TP=/s_csi/docs/9400/9361.pdf

8.2. ข้อมูลราคา
1. ราคาวัสดุก่อสร้าง โดย สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
http://www.price.moc.go.th/struct/index.asp
2. หลักเกณฑ์การคำนวณราคากลางงานก่อสร้าง
http://www.gprocurement.go.th/02_price/index_2.php
สรุปสาระสำคัญ
http://www.gprocurement.go.th/02_price/Price_new/Total.zip
แนวทางปฏิบัติและรายละเอียดประกอบ
http://www.gprocurement.go.th/02_price/Price_new/Detail.zip
งานก่อสร้างอาคาร
http://www.gprocurement.go.th/02_price/Price_new/Build.zip
งานก่อสร้างทาง สะพาน และท่อเหลี่ยม
http://www.gprocurement.go.th/02_price/Price_new/Road.zip
งานก่อสร้างชลประทาน
http://www.gprocurement.go.th/02_price/Price_new/Dump.zip
3. หลักเกณฑ์การคำนวณราคากลางของงานก่อสร้างอาคาร ของกรมโยธาธิการและผังเมือง
http://www.dpt.go.th/dpt2549/knowledge/stdprice.pdf
4. มาตรฐานงบประมาณ
บัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ ปี 2549
http://www.bb.go.th/bbhome/page.asp?option=content&dsc=%C1%D2%B5%C3%B0%D2%B9%A4%C3%D8%C0%D1%B3%B1%EC&folddsc=07002
บัญชีราคามาตรฐานสิ่งก่อสร้าง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 (กุมภาพันธ์ 2550)
ราคาวัสดุก่อสร้างมวลรวมต่อหน่วยตามมาตรฐานงานช่าง กรกฎาคม 2549
บัญชีค่าแรงงานที่ใช้ประกอบการถอดแบบคำนวณราคากลางงานก่อสร้างอาคาร ปี 2548
http://www.bb.go.th/bbhome/page.asp?option=content&dsc=%C1%D2%B5%C3%B0%D2%B9%CA%D4%E8%A7%A1%E8%CD%CA%C3%E9%D2%A7&folddsc=07003
บัญชีอัตราราคางานต่อหน่วย (ตุลาคม 2549)
เกณฑ์ราคาค่าก่อสร้างทาง น้ำ และเขื่อน
โดย สำนักงบประมาณ
http://www.bb.go.th/bbhome/index.asp
5. Factor F
สำนักพัฒนามาตรฐานระบบพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง
http://www.gprocurement.go.th/
หลักเกณฑ์การใช้ตาราง Factor F
http://www.gprocurement.go.th/02_price/index.php
6. ราคาประเมินค่าก่อสร้างอาคาร
สมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
http://www.thaiappraisal.org/Thai/Value/Value1.htm
http://www.thaiappraisal.org/pdfNew/const/cost49-web.pdf

8.3. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
Project Management for Construction Fundamental Concepts for Owners, Engineers, Architects and Builders
http://www.ce.cmu.edu/pmbook/

8.4 หนังสือแนะนำ
1. แนวทางการจัดการข้อมูลงานก่อสร้างสำหรับการประเมินและควบคุมราคางานก่อสร้าง
โดย คณะอนุกรรมการ สาขาบริหารงานก่อสร้าง วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
2. แนวทางการวัดปริมาณงานก่อสร้างในส่วนของงานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม
โดย คณะอนุกรรมการ สาขาบริหารงานก่อสร้าง วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
3. การประมาณต้นทุน ศ. พล.ท. มณเฑียร ประจวบดี
4. กลยุทธ์การวิเคราะห์ราคางานก่อสร้าง โดย อ. ปริญญา ศุภศรี
5. การประมูลและควบคุมต้นทุน โดย อ. ปริญญา ศุภศรี
6. การประมาณราคาก่อสร้าง โดย รศ. ดร. พิภพ สุนทรสมัย
7. ประมาณราคางานก่อสร้าง โดย อ. อุทัย อนันต์
8. ข้อมูลต้นทุนงานก่อสร้าง โดย ผศ. วิสูตร จิระดำเกิง
9. สัญญา ข้อกำหนด และการประมาณราคาค่าก่อสร้าง โดย ผศ. วิสูตร จิระดำเกิง
10. การสำรวจปริมาณและการประมาณราคา (Quantity Survey and Cost Estimate) โดยมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
11. ราคาค่าก่อสร้างต่อหน่วยสำเร็จรูป โดย ALPHA TEAM
http://www.geocities.com/civil2529/
12. The Engineer’s Cost Handbook. Edited by Richard E. Westney.
13. Construction Cost Analysis and Estimating by Phillip F. Ostwald.
14. Project Management for Engineering and Construction by Garold D. Oberlender.
15. Jelen’s Cost and Optimization Engineering by Kenneth K. Humphreys

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.thaicontractors.com/

พฤษภาคม 15, 2009 at 10:11 am ใส่ความเห็น

Older Posts


ปฏิธิน

ธันวาคม 2016
พฤ อา
« พ.ค.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ